Archive for February, 2012

เต้านมคัด…ต้องดูแล

02/29/2012 21:26

นมแม่

การให้นมลูก อาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน คือ อาการเต้านมคัดยิ่งถ้าเป็นคุณแม่มือใหม่ อาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างการให้นมลูกตามมา เช่น เต้านมอักเสบ, หัวนมแตก เป็นต้น

ฉะนั้น การป้องกันปัญหาที่อาจตามมา คือการดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยข้อมูลและวิธีต่อไปนี้ค่ะ

อาการที่พบ

พบในช่วงระยะสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหลังจากที่ลูกน้อยดูดกระตุ้น จึงทำให้มีการสร้างน้ำนมเกิดขึ้น ปริมาณน้ำนมจึงคั่งค้าง ทำให้คุณแม่เกิดอาการคัด ตึง บวมแข็ง และปวดหน้าอก เป็นอาการที่เรียกกันว่า เต้านมคัดนี่แหละค่ะ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นมาก เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดไม่สบายตัว และเกิดความเครียดตามมาได้

ที่มาของอาการ

เกิดโดยธรรมชาติ ร่างกายของคุณแม่ที่ผลิตน้ำนมได้เยอะเมื่อลูกดูดไม่หมด จึงทำให้น้ำนมคั่งค้าง

ทิ้งช่วงเวลาการให้นมลูกที่นานเกินไป ก็ทำให้มีน้ำนมอยู่ในเต้านมมากเช่นกัน

ชุดชั้นในที่คับแน่นเกินไป หรือชุดชั้นในที่มีโครงเหล็ก ก็เป็นต้นเหตุที่กดทับท่อน้ำนม ทำให้รู้สึกเต้านมคัด

ให้นมลูกในท่าที่ผิด ก็ทำให้น้ำนมไหลออกมาได้ไม่ดีหรือไหลได้ไม่ทัน จนเกิดอาการขึ้นได้

อาการเต้านมคัดตึงแม้จะกินเวลาในระยะสั้น หายได้เอง แต่อย่างที่บอกนะคะ ถ้าคุณแม่ปล่อยให้เกิดอาการเต้านมคัดมาก ๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาอาการเต้านมอักเสบ ดังนั้น วิธีต่อไปนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ป้องกันและบรรเทาอาการ

ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยดูดข้างละ 5 นาทีสลับข้างกัน ถ้าลูกยังไม่หิวแต่น้ำนมมาเต็มที่แล้วให้ปั๊มหรือบีบออก เก็บใส่ขวดเป็นสต็อกน้ำนมไว้

ควรสวมใส่ชุดชั้นในที่พอดีกับเต้านม (เผื่อช่วงที่เต้านมขยายเต็มที่ด้วย) เพื่อลดอาการความเจ็บปวด เช่น ใส่เสื้อในที่สามารถเปิดให้ลูกกินนมได้สะดวกโดยไม่ต้องถอด

ระหว่างที่ให้นมลูก คุณแม่อาจใช้นิ้วนวดคลึงเบา ๆ บริเวณที่มีก้อนแข็ง เพื่อไม่ให้ท่อน้ำนมอุดตัน

ถ้าเต้านมคัดมาก (เต้านมแข็งเป็นไต) หรือน้ำนมไม่ไหล อาจใช้ลูกยางปั๊มก่อน จะทำให้น้ำนมไหลได้ง่าย คลายอาการเต้านมคัด

ถ้ามีอาการเจ็บเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง ให้ลูกเริ่มดูดข้างที่หัวนมปกติไปก่อน แล้วจึงสลับข้าง

ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ เพื่อลดอาการเจ็บปวด

คุณแม่ที่ตั้งใจให้นมลูก ยังสามารถให้นมลูกได้ค่ะ เพราะยิ่งให้ลูกดูดบ่อย ดูดถูกวิธี อาการเต้านมคัดจะดีขึ้น และอย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาด ปลอดจากเชื้อโรคด้วยค่ะ

เต้านมอักเสบ?

คุณแม่ที่เครียด เหนื่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ง่ายต่อการที่ภูมิคุ้มกันร่างกายจะอ่อนแอเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าร่างกายได้ง่าย โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ มีอาการอักเสบทำให้บริเวณเต้านมเป็นก้อนแข็ง ตึง ร้อนแดง และรู้สึกเจ็บปวดมาก ยิ่งบางรายที่เป็นมาก ก็อาจมีไข้ แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง อาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้

การดูแล

อาการเต้านมอักเสบในทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดก็สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แตกต่างกัน แต่ถ้าอยู่ในระหว่างการให้นมลูก ยาเหล่านี้ต้องงด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรทำก็คือ ถ้าคุณแม่ดูแลอาการด้วยตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่หายมีอาการต่อเนื่อง ควรพบคุณหมอค่ะ เพื่อวิเคราะห์ ดูแลอาการ ไม่ควรซื้อยากินเองนะคะ


Categories:Uncategorized

การดูแลผิวแพ้ง่าย

02/29/2012 19:45


นอกจากจะต้องหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้แล้ว คุณก็ควรปฎิบัติตามคำแนะนำนี้ด้วย

 เช็ดผิวให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู เพราะผ้าขนหนูขนฟู ๆ อาจเป็นตัวทำลายชั้นผิวปกป้องตามธรรมชาติได้

 ครั้งต่อไปที่คุณไปเลือกซื้อเสื้อผ้า ก็ควรเลือกเสื้อผ้านุ่ม ๆ อย่างผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมลื่น ๆ พยายามหลีกเลี่ยงผ้าไนล่อนหรือผ้าขนสัตว์ เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองกับผิวได้

 เนื่องจากผิวแพ้ง่ายมักจะแห้งและขาดความชุ่มชื้น คุณจึงควรหาสเปรย์น้ำแร่ (สำหรับผิวแพ้ง่าย) มาคอยฉีดเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าเป็นระยะ ๆ

 


Categories:Uncategorized

พิสูจน์แล้ว!! สภาพผมส่งผลต่อสุขภาพจิต

02/21/2012 19:37

สังเกตตัวเองกันบ้างไหมคะ ว่าวันไหนที่สาว ๆ รู้สึกว่าตัวเองผมไม่สวยเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเพราะผมลีบ ผมมัน ผมฟูเพราะอากาศชื้น ฯลฯ จะทำให้คุณอารมณ์บูดไปได้ทั้งวัน ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากไปพบปะเจอผู้คนเยอะ ๆ ทั้งนี้ไม่ใช่แค่คุณเท่านั้นที่มีอาการดังกล่าว เพราะดูท่าทางคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ในวันที่ผมไม่สวยอย่างใจเช่นเดียวกัน โดยความรู้สึกหงุดหงิดสุขภาพจิตเสียที่มีสาเหตุมาจากสุขภาพผมไม่ดีนั้น ได้รับการพิสูจน์โดยนักจิตวิทยาแล้ว ว่ามีความเชื่อมโยงส่งผลถึงกันจริง

ศาสตราจารย์วิเวียน ดีลเลอร์ นักจิตวิตยา และผู้เขียนหนังสือ ”Face It” ซึ่งว่าด้วยเรื่องความงามและรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลถึงสุขภาพจิตอย่างไร โดยศาสตราจารย์ดีลเลอร์กล่าวว่า “เราทุกคนต่างรู้ดีว่า ความจริงแล้วคนเรานั้นให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตามากขนาดไหน เรารู้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกล้วนส่งผลต่อความมั่นใจส่วนตัว การเข้าสังคม และการใช้ชีวิต” และต่อให้สิ่งที่คนส่วนใหญ่ก็เชื่อกันว่า “ความดีต้องออกมาจากข้างใน” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีรูปลักษณ์ที่ดูดี ทั้งหน้าตา ทั้งผมเผ้าที่ดูดี ทำให้เรามีความรู้สึกเชิงบวกกับตัวเอง

แม้จะฟังดูตื้น ๆ แต่ก็เป็นความจริงอย่างยิ่งเลยทีเดียว วันที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เรียบร้อย นอกจากคุณจะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองแล้ว ยังรู้สึกหวาดระแวง กังวลว่าคนรอบข้างจะมองคุณอย่างไร เมื่อไรที่คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์ไม่น่ามอง พาลทำให้คิดถึงหรือมองเรื่องอื่น ๆ ในด้านลบ หรือมองด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ไปด้วยนั่นเอง

หากรู้ว่าการดูแลผมให้ดูสุขภาพดี จะส่งผลต่อสุขภาพจิตได้เช่นนี้ สาว ๆ ก็อย่ารอช้าที่จะหมั่นบำรุงดูแลเส้นผมให้สวยเงางาม และชุ่มชื้นเป็นประจำ รวมทั้งดูแลภาพรวมของทั้งเรือนร่างให้ดูดีอยู่เสมอด้วยนะคะ


Tags:, , , , , , .
Categories:Casino online, Slot Online, Sport Betting, Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

คันหู คู่โรค

02/21/2012 18:52

คันหู คู่โรค

วันนี้มาบอกเล่าถึง อาการ “คัน” ยิ่งถ้าเป็นอวัยวะที่มีซอกหลืบเยอะอย่าง “หู” ก็มักตีคู่มากับการเกา และขั้นกว่าคือมีเครื่องมือช่วย นั่นคือ “ไม้แคะหู” อุปกรณ์คู่มือยิ่งเกายิ่งมัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา และยิ่งเละ เพราะการลากไม้แคะไปในท่อหูอ่อนๆ แต่ละครั้งจะทำให้เกิดรอยแผลเล็กๆ ขึ้นมากมายโดยเราไม่รู้ตัว

ปรากฏการณ์เจ็บๆคันๆยันหูอื้อจำต้องมีผู้ร้ายที่ต้องหาให้เจอ เพราะบางทีถ้าเผลอไปคันเอาสุ่มๆจะเป็นเรื่องเนื่องด้วยหูเป็นอวัยวะซับซ้อนไม่ได้ใช้กั้นสมองอย่างเดียว หากแต่ช่วยในการทรงตัวให้เรายืนอยู่ติดพื้นได้ ถ้าเกิด “หูพัง” หรือ “หูดับ” จากเส้นประสาทขึ้นมาแล้วจะมีผลต่อการเดินดินของเรามากเลย

ซึ่งนับไปมาแล้วก็มีผู้ร้ายใกล้หูอยู่มากพอดู เริ่มจาก “แคะหูถี่” มีตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาคือ “ไม้แคะหู” ถ้าเป็นไม้ธรรมดาก็ยังพอว่า แต่ถ้าหาไม้ไม่ได้แล้วจำต้องใช้ของใกล้ตัวอย่าง “เส้นผม” หรือ “ไม้จิ้มฟัน” แล้วละก็มีสิทธิ์ “หูป่วย” ได้เร็วขึ้น โดยเป็นได้ตั้งแต่รูหูอักเสบไปจนถึงแก้วหูทะลุหนองทะลัก วิธีแก้คืออย่าแคะหูถี่ไป โดยเฉพาะหลังอาบน้ำหูแฉะใหม่ๆ ไม่ควรแคะทันทีและถ้ามีอาการเจ็บๆ คันๆ ก็อาจต้องให้คุณหมอช่วยส่องดูสักนิด เพราะอาจมีเชื้อราแพร่พันธุ์อยู่

“มีอุบัติเหตุ” นอกจากการถูกกระทบกระแทกหูอย่างแรงจากการตกตึก, รถชน, ถูกสัมผัสบ้องหูด้วยหลังมือ แล้วอุบัติเหตุร้ายที่ทำลายหูที่สำคัญคือ “เสียง” ครับ เสียงที่ดังเกิน 70เดซิเบล (บ้านอยู่ติดถนนก็ใช่แล้ว) ก็เริ่มทำลายการได้ยินของหู ถ้าดังมากเกิน 100เดซิเบลจะทำลายประสาทหูชั้นในจนทำให้หูดับอย่างถาวรได้ การใช้หูฟังก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะหูฟังชนิดเสียบเข้าไปลึกล้ำแทบถึงก้านสมอง ต้องพักหูบ้าง

“ว่ายน้ำบ่อย” ฉลามน้อยฉลามใหญ่แต่ไม่ใช่ฉลามบกมักมีปัญหา “หููแฉะ” เพราะแคะหูหลังว่ายน้ำ และน้ำนั่นเองที่เป็นตัวทำให้ “หูเปื่อย” โดยเฉพาะท่อหูส่วนนอก นักว่ายน้ำเป็นกันมาก เรื่อง “หูส่วนนอกอักเสบ (External Otitis)” จนฝรั่งตั้งชื่อให้โรคนี้ว่าเป็นโรคหูนักว่ายน้ำ(Swimmer’s ear) อาการที่ว่าอาจเป็นในคนที่เพิ่งว่ายน้ำใหม่ๆ ก็ได้ เกิดจากหูเปียกแล้วมือไม่อยู่สุขไปแคะเข้า

และ “ร้อยภูมิแพ้” แก้ไม่ยากหาก “คุมแพ้” ให้อยู่หมัด อาการภูมิแพ้สามารถขึ้นไปจมูก, ลูกตา และหูได้ทำให้คันยุบยิบเชียว ท่านที่ขึ้นเครื่องบินจะสังเกตได้ว่าเวลาเครื่องขึ้นหรือลงจะมีเสียงเด็กร้องฟีเจอริ่งเข้ามาด้วยเสมอ เพราะอาการตันที่ท่อหูจากภูมิแพ้ทำให้เจ็บปวดมากเวลาเครื่องบินเปลี่ยนระดับจากความดันอากาศข้างใน ให้คุมโรคแพ้ด้วยการออกกำลังกับกินอาหารต้านแพ้จะช่วยได้มาก

ที่สำคัญการ “แก้ด้วยยา” ยาไม่ใช่ทางออกของร้อยโรคเสมอไปยากินหลายอย่างที่ทำลายหูโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อกลุ่มแบคทีเรียทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร หรืออย่างยาฆ่าเชื้อ “วัณโรค” อย่างสเตร็ปโตมัยซินฉีดแล้วก็ทำให้ประสาทหูเสียได้ บางรายมีเสียงวิ้งๆ หึ่งๆ น่ารำคาญเหมือนมีสถานีวิทยุหรือวงมโหรีไม่ได้รับเชิญอยู่ในหัว ฟังมากๆ พาลจะเป็นโรคประสาทเอา บางครั้งแม้หยุดยาแล้วอาการก็ยังไม่หายเพราะประสาทหูเสียถาวรไปแล้ว อยากขอวอนให้ใช้ยาตามความจำเป็น


Categories:Uncategorized

สัปะรดลดหวัด

02/12/2012 4:42

สัปปะรด สุขภาพ เป็นหวัด วิตามิน กิน ผลไม้

สับปะรด เป็นผลไม้อมหวานอมเปรี้ยว ที่สามารถนำไปทำอาหารทั้งคาว และหวานได้อร่อยหลายชนิด และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ร่างกายมากมายโดยที่คุณอาจไม่รู้

 

หากเรากินสับปะรด หลังอาหาร เราจะรู้สึกเบาสบายท้องและไม่อึดอัด เพราะสับปะรดมีความสามารถในการช่วยย่อย โดยเฉพาะในสารอาหารโปรตีน  เราจึงเห็นคนส่วนใหญ่ใช้สับปะรดในการหมักเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้นุ่มขึ้น รวมถึงสับปะรดอุดมไปด้วยวิตามินซีสูงจึงช่วยเสริมสุขภาพ และภูมิต้านทานโรคได้ดีขึ้น

 

กินสับปะรดบ่อยๆ ทำให้สุขภาพดี ไม่ค่อยเป็นหวัด และในสับปะรดยังมีโพแทสเซียมสูงที่ช่วยป้องกันการเป็นตะคริวและลดความดันได้

นอกจากนี้สับปะรดยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี  ส่วนปริมาณที่เหมาะสมของสับปะรด ในการบริโภคก็คือ 100 กรัมต่อวัน และควรกินสับปะรดสดๆ โดยไม่ผ่านการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนเพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินต่างๆ ไป เพื่อสุขภาพ ที่ดีของคุณ


Categories:Uncategorized

จริงไหม…ตัวตนของคู่ชีวิต เปิดเผยหลังแต่งงาน

02/4/2012 15:03

ตอนที่พวกเรายังเป็นเด็กเล็ก ๆ เวลาที่ฟังนิทานที่พ่อกับแม่เล่าให้ฟังก่อนนอน พอได้ยินคำว่า “…แล้วทั้งสองก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…” พวกเราก็จะยิ้มอย่างสบายใจที่ในที่สุดเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ครองคู่กัน อย่างสงบสุขเสียที และนิทานเรื่องนั้นก็จบบริบูรณ์ลงที่ตรงนั้นก่อนที่จะได้เริ่มฟังเรื่องใหม่ ในคืนต่อไป

         บางทีนิทานที่ลงเอยด้วยการครองคู่กันอย่างแสนหวานของเจ้าชายเจ้าหญิงนี้เองที่ อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเราฝังใจมาตั้งแต่เด็ก จนมองการแต่งงานว่าเป็นจุดหมายปลายทางของความรัก คนสองคนที่รักกันพอถึงวันหนึ่งก็จะต้องแต่งงานกัน สาว ๆ เกือบทุกคนฝันถึงชุดแต่งงาน ฝันถึงภาพงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงานของตัว ว่าจะออกมางดงามแสนหวานอย่างไรแค่ไหน เค้กแต่งงานจะสูงกี่ชั้น เรือนหอรอรักจะเป็นอย่างไร จะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันที่ไหน ส่วนภาพต่อจากนั้นดูจะเป็นสีชมพูจัดเสียจนมองไม่เห็นรายละเอียดอะไรอีก

รายละเอียดที่ว่านั้นก็คือ ชีวิตจริงที่ยังต้องดำเนินต่อไป ชีวิต จริงของคนสองคนซึ่งมาจากต่างที่ ต่างการอบรมเลี้ยงดู ต่างสภาพแวดล้อม ฯลฯ ที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เห็นหน้ากันทั้งวันและทุกวัน

         ก่อนแต่งงานกับหลังแต่งงานนี่อะไร ๆ ก็ต่างกันมาก จริง ๆ พวกเราก็รู้ ๆ กันดีนั่นล่ะ แต่ทำเป็นไม่รู้เสียอย่างนั้น อย่างตอนที่ยังเป็นแฟนกัน หนุ่มเขาก็หมั่นมาหามาเอาใจดูแลสารพัดทำให้ได้ทุกอย่าง สาวก็ทำตัวเรียบร้อยนุ่มนิ่มเป็นผู้ตามที่ดี ตัวเองว่าไงเค้าก็ว่างั้น เรียกว่าต่างคนต่างทำคะแนนเพื่อให้อีกฝ่ายประทับใจ พอแต่งงานกันสักพัก ประมาณว่าพ้นระยะฮันนีมูนแล้วก็กลายเป็นอีกเรื่อง ฝ่ายชายจากที่เคยเดินจูงก็กลายเป็นเดินนำ ไปไหนเหมือนไปคนเดียว ส่วนสาวเจ้าก็เลื่อนวิทยฐานะจากช้างเท้าหลังมาเป็นควาญช้างโดยสมบูรณ์

เพราะความจริงเป็นอย่างนี้ คำว่า Honeymoon Period นั้นเลยถูกใช้เป็นสำนวน หมายถึงระยะเวลาช่วงแรก ๆ ที่คนแปลกหน้า ซึ่งมาทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน จะต่างฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่พอพ้นช่วงหวานนี่ไปแล้วก็ตัวใครตัวมัน มีอะไรผิดหูผิดตาก็ใส่กันแรง ๆ ไม่มียั้ง ไม่มีเกรงใจกันอีกต่อไปแล้ว

   อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้หญิงมักจะคาดหวังว่าหลังแต่งงานแล้วผู้ชายของตัวจะเปลี่ยนแปลง (ด้วยฝีมือของเธอ) เช่น ถ้าก่อนแต่งงานเขาเจ้าชู้หรือเป็นนักดื่ม สาวก็จะยอมหยวน ๆ ไปก่อนโดยเชื่อว่าเธอจะสามารถแก้นิสัยนี้ของเขาหลังแต่งงานกันแล้วได้ โดยถือเอาความสำเร็จขั้นแรกจากการบังคับเอานามสกุลของเขามาใช้ได้นั้นเป็น บรรทัดฐาน

         ส่วนผู้ชายเองก็มักจะคาดหวังว่าหลังแต่งงานแล้ว ผู้หญิงของตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากผู้ตามที่น่ารักอย่างที่เคยเห็นและเป็นอยู่ ซึ่งปรากฏผลออกมาว่าส่วนใหญ่จะผิดหวังกันทั้งคู่ เพราะหนุ่มก็ยังคงดื่มต่อไป แถมยังหนักขึ้นกว่าเดิมเพราะทีนี้หนีไปเจ้าชู้นอกบ้าน วันหนึ่ง ๆ แทบจะไม่ได้เห็นหน้า ส่วนสาวน้อยนุ่มนิ่มอ่อนหวานที่แสนดีก็กลับเปลี่ยนไป กลายเป็นผบ.ทบ. หรือผู้บัญชาการสูงสุดที่บ้านแทน แล้วก็มานั่งบ่นกันว่าเธอเปลี่ยนไป…เธอเปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปตรงไหน ก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อยากไม่เห็นเองนี่นา

นี่ ยังไม่นับถึงเรื่องนิสัย หรือความเคยชินในกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่ตอนเป็นแฟนกันนั้นมิอาจล่วงรู้ เพราะต่างก็ปิดเป็นความลับระดับสุดยอด ประมาณว่าถ้าจะเข้าถึงชั้นความลับนี้ได้ต้องเป็นข้าราชการระดับ 10 หรือระดับปลัดกระทรวงขึ้นไปอะไรทำนองนั้น พอได้มาอยู่ด้วยกันทั้งวันทุกวันแล้วทีนี้ความลับก็รั่วไหล เพราะต้องเจอกันตลอดเวลา ก็เลยเพิ่งจะได้เห็นภาพหนุ่มหล่อมาดเนี้ยบของดิฉันเดินแคะฟันไปมารอบบ้าน หรือเห็นสาวน้อยคิกขุสไตล์เกาหลีของผมเข้านอนพร้อมโรลม้วนผมทั้งหัวและพอก ครีมแปะมะนาวเต็มหน้า ดึก ๆ ถ้าหนุ่มตื่นมากำลังงัวเงียไม่ทันตั้งตัวเหลือบไปเห็นเข้าก็อาจช็อก

ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการแต่งงานไม่ดี การที่คนสองคนซึ่งรักกันตัดสินใจที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันนั้นดีแน่ เพียงแต่ว่าต้อง เข้าใจไว้ด้วยว่า คู่แต่งงานของเราก็คือคนธรรมดาที่มีหลายด้านหลายมุม ควรที่จะทำความเข้าใจและยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน ไม่ใช่แค่ยอมรับเพียงภาพสวย ๆ ที่ใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อกันในตอนที่ยังเป็นแฟนกันเท่านั้น

         ที่สุดแล้วก็คงเป็นเรื่องที่ทั้งหนุ่มและสาวควรพยายามหานิทานก่อนนอนภาคสองของ แต่ละเรื่องมาอ่าน ศึกษาดูว่าเจ้าชายเจ้าหญิงเมื่อกลายเป็นพ่อบ้านแม่บ้านแล้วเขาทำอะไรกัน อย่างไร หรือปรับตัวกันแบบไหน

        เพราะ เรื่องราวทั้งหมดของคนสองคนที่มาอยู่ร่วมกันนั้น มันเพิ่งจะเริ่มต้นหลังคำประกาศในพิธีแต่งงานที่ว่า I now pronounce you …husband and wife… นี่เอง


Categories:Uncategorized

กล้วยตอนเช้า คุณประโยชน์เต็มเปี่ยม

02/3/2012 15:25

กล้วย

หลายคนมองหาวิธีลดน้ำหนักให้ได้ผลอย่างจริงจัง บ้างอดข้าว อดน้ำ ไม่กินอะไรสักอย่างเพื่อให้น้ำหนักลดลง บ้างก็เลือกกินแต่ผลไม้อย่างเดียว บ้างก็ไปหาหมอเพื่อกินยาหวังให้ส่วนเกินลดลงไปหายไป บ้างก็กินยาถ่ายเพื่อหวังให้ตัวเบาขึ้นกว่าเดิม บ้างก็ใช้วิธีอื่น ๆ ที่ได้รับการบอกต่อกันมา

วิธีเหล่านี้อาจจะมีผลดีบ้างในช่วงแรก ๆ แต่หลังจากผ่านเวลาไปสักพักแล้วก็จะพบว่าไม่เป็นผล ไม่มีทางที่ใครจะกินผลไม้อย่างเดียวไปตลอดชีวิต หรือไม่กินอะไรเลยทั้งวันต่อเนื่องกันยาวนาน หรือาจใช้การกินยาถ่ายบ่อย ๆ เมื่อผ่านเวลาไปนาน ๆ เข้า ลำไส้ก็จะเริ่มทำงานผิดปกติ คราวนี้ยาถ่ายก็จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แถมยังส่งผลร้ายให้เป็นคนขับถ่ายได้ยากกว่าเดิม บางคนส่งผลถึงกับกลายเป็นคนถ่ายไม่ออกเป็นเดือน ๆ ก็มี แล้วถ้าเช่นนั้นจะใช้วิธีไหนดีน้ำหนักถึงจะลดลงได้

วิธีหนึ่งที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นก็คือ การกินกล้วยมื้อเช้า หลายคนอาจทำหน้างงว่าทำไมต้องเป็นกล้วยมื้อเช้า เป็นแอปเปิล มะละกอ แตงโม ระกำ บ้างได้ไหม ก็ขอแนะนำตรงนี้เลยว่า กล้วยนับเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดชนิดหนึ่ง ในกล้วยนั้นจะมีวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยในการเร่งเผาผลาญ น้ำตาลและไขมัน ทั้งยังช่วยฟื้นฟูร่างกายการจากเหนื่อยล้า อีกยังมีโปแตสเซียมช่วยในการขับโซเดียม อันเป็นหนึ่งในตัวการที่จะทำให้ความดันเลือดสูงออกทางปัสสาวะ และส่งผลให้ลดการบวมของร่างกายได้

แมกนีเซียมในกล้วยยังช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียมในร่างกาย เส้นใยที่มีอยู่ในกล้วย จะส่งผลให้ระบบการขับถ่ายในแต่ละวันของร่างกายเราดีขึ้น กล้วยยังมีเซโรเทนินที่ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

กล้วยยังมีคุณประโยชน์อีกหลากหลายชนิด ทั้งไฟโตเคมิคัลที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง มีเอนไซม์ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานหนักลดลง ในกล้วยดิบยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง และหากกล้วยสุก ก็ทำให้ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นกว่าปกติอีกด้วย

ทั้งหมดเป็นประโยชน์ที่ได้รับจาการกินกล้วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งกินตอนไหนก็ได้ แต่หากเราเฉพาะเจาะจงให้การกินกล้วยได้ผลสูงสุดต้องเป็นตอนเช้าครับ ทั้งหมดก็เพื่อจำกัดการทำงานของกระเพาะและลำไส้ให้น้อยที่สุด และจะทำให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูสภาพอย่างเต็มที่ การกินกล้วยตอนเช้านั้นจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่พอดี การไหลเวียนของของเหลวในร่างกายก็จะดีขึ้น และหากอยากให้ได้ผลอย่างจริงจัง ก็ต้องกินเฉพาะกล้วยกับน้ำเปล่าเท่านั้น รวมทั้งต้องนอนก่อนเที่ยงคืนอีกด้วย และถ้าเกิดหิวขึ้นกลางดึกก็ควรจะกินผลไม้เท่านั้น

กล้วย

ในยุคปัจจุบันด้วยแล้ว ช่วงเวลาตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุด บางคนถึงกับไม่กินอาหารเช้ากันเลย หรือไม่ก็เลือกกินเพียงแค่กาแฟกับขนมปังเท่านั้น ดังนั้นถ้าหากลองเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบ มากินกล้วยตอนเช้าก็น่าจะสะดวกง่ายดาย แถมกล้วยยังเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์เยอะ ทำให้เมื่อกล้วยเคลื่อนที่เข้าไปสู่กระเพาะ การย่อยก็ไม่จำเป็น กล้วยจึงเคลื่อนที่สูู่ลำไส้ และเริ่มดูดซึมไปใช้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

การกินกล้วยมื้อเช้ายังมีส่วนช่วยทำให้อาการท้องผูกหายไป และส่งผลให้อุจจาระที่ตกค้างอยู่ในร่างกายค่อย ๆ ลดลงอีกด้วย บางคนที่มีน้ำหนักเกินนั้น ไม่ได้เพียงเพราะมีไขมันล้นเกินเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เนื่องจากมีของเสียสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไปต่างหาก (บางคนมีอุจจาระสะสมอยู่ในตัวตั้ง 10 กิโลกรัม) เพราะฉะนั้นหลังจากเริ่มกินกล้วยมื้อเช้าไปแล้ว ของเสียต่าง ๆ จะเริ่มค่อย ๆ ถูกขับออกมาจนน้ำหนักลดลง

การกินกล้วยมื้อเช้า เพื่อหวังผลในการลดน้ำหนักนั้นอาจจะไม่ได้ผลในช่วงแรก ๆ ไม่ใช่ว่ากินเพียงแค่วันสองวัน แล้วจะได้ผลเลยทันที แต่ต้องทำต่อเนื่องติดต่อกินสักระยะ และหากอยากลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ลองจดทุกอย่างที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน การจดจะช่วยทำให้คุณได้เข้าใจมากขึ้นว่า ในแต่ละวันคุณกินอะไรเข้าไปบ้าง

การกินกล้วยมื้อเช้านั้น ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยทำให้คุณไม่ต้องอด ไม่ต้องทน ไม่เปลืองเวลา และไม่เปลืองเงิน เพราะในระหว่างวันนั้นคุณอยากกินอะไรอยากทำอะไรก็ทำได้ (ยกเว้นเงื่อนไขตามที่บอกไปตอนต้น) แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าได้ผลจริงหรือไม่ ลองดูครับ พรุ่งนี้กินกล้วยตอนเช้าดูสิครับ


Categories:Uncategorized

นั่งนานมะเร็งถามหา

02/3/2012 14:38

สาวออฟฟิศ

วันนี้คุณนั่งนานไปรึเปล่า มะเร็งอาจถามหาได้นะ

ที่ประชุมของ American Institute for Cancer Research ชี้ว่า การไม่ออกกำลังอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ โดย คริสตีน ฟรีดเดนไรช์ นักระบาดวิทยาและทีมวิจัยจาก Alberta Health Services-Cancer Care ในแคนาดา ชี้ว่า การไม่ออกกำลังอาจเป็นสาเหตุของ มะเร็งปอด 37,200 ราย มะเร็งเต้านม 49,000 ราย และ มะเร็งลำไส้ 43,000 ราย ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี

ทั้งนี้ นักวิจัยยังชี้ว่า เฉลี่ยแล้วผู้ใหญ่ทั่วไปนั่งวันละ 15.5 ชั่วโมง แต่ข่าวดีก็คือ เพียงลุกขึ้นมาเดินแค่ 1-2 นาที ก็จะช่วยลดระดับสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งในร่างได้แล้วค่ะ


Categories:Uncategorized
2012 © nichecartel.com